วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

รายงานชิ้นที่ 2

ให้นักเรียนค้นคว้าในเรื่องต่อไปนี้

1. กฎหมาย คืออะไร?
ตอบ กฎหมายคือ คำสั่งหรือข้อบังคับของผู้ที่มีอำนาจในรัฐ หรือประเทศนั้นได้กำหนดขึ้นเพื่อใช้บังคับ
         ความประพฤติของบุคคลหรือประชาชนภายในรัฐให้ปฏิบัติตาม

2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย มีอะไรบ้าง?

ตอบ 1 ต้องเป็นคำสั่งของผู้ที่มีอำนาจ
        2 ใช้ได้ทั่วไป จะมีผลบังคับใช้กับประชาชนทุกคน
        3 จะมีผลใช้บังคับได้ตลอดไป ไม่ว่าจะเก่าแก่ ล้าสมัย หรือนานเท่าใดก็ตาม จนกว่าจะมีการยกเลิก
        4 ต้องมีโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ

3. กฎหมายมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไร?

ตอบ 1 กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่สังคม
        2 การบริหารราชการแผ่นดินและการปกป้องบ้านเมือง
        3 สังคมจะสงบสุขเมื่อทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย
        4 กฎหมายสร้างความเท่าเทียมกัน
        5 กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญ เพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรม

4. การแบ่งประเภทของกฎหมาย มีการแบ่งตามหลักเกณฑ์ใดบ้าง?

ตอบ 1 เนื้อหา
        2สภาพบังคับ
        3ลักษณะการใช้
        4ฐานะและความสัมพันธ์รัฐ/ปปช.

5. ให้นักเรียนเขียน ศักดิ์ หรือลำดับชั้นของกฎหมาย เรียงจากสูงไปหาต่ำ?

ตอบ  ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย แบ่งอย่างละเอียดเป็น 7 ชั้น ได้แก่
         1 รัฐธรรมนูญ
         2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
         3 พระราชบัญญัติ
         4 พระราชกำหนด
         5 พระราชกฤษฎีกา
         6 กฎกระทรวง
         7 ข้อบัญญัติท้องถิ่น ได้แก่ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และข้อบัญญัติเมืองพัทยา

6. ที่มาของกฎหมายในระบบ Civil Law มีอะไรบ้าง?

ตอบ 1 เป็นลายลักษณ์อักษร
        2เกิดมาจากกฎหมายโรมัน
        3ถือเอาหลักเกณฑ์เป็นใหญ่
        4ถือว่าตัวบทสำคัญที่สุด
        5คำพิพากษาเป็นการตีความ
        6พิจารณาจากหลักฐานเกณฑ์ทั่วไปมาสู่เรื่องเฉพาะเรื่อง
        7ศาลปกครองและศาลยุติธรรม
        8ฝรั่งเศษ เยอรมันนี อิตาลี่ ไทย ญี่ปุ่น

7. ที่มาของกฎหมายในระบบ Common Law มีอะไรบ้าง?

ตอบ1ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
       2จารีตประเพณีและคำพิพากษาศาล
       3ถือเอาคำพิพากษาเป็นใหญ่
       4ถือว่าศาลสำคัญที่สุด
       5คำพิพากษาของศาล:บรรทัดฐาน
       6เป็นการพิจารณาจากเรื่องเฉพาะไปสู่หลักเกณฑ์ทั่วไป
       7พิจารณาในศาลยุติธรรมทั้งหมด
       8อังกฤษและเครือจักรภพ

8. ระบบกฎหมายในปัจจุบันมีกี่ระบบ ระบบใดบ้าง?

ตอบ1 ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law System)
       2 ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law System)
       3 ระบบกฎหมายศาสนา (Religious Law System) 
       4 ระบบกฎหมายผสมผสาน (Pluralistic Systems)

9. ประเทศไทย เป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายใด?
ตอบ  Civil law

10. องค์ประกอบสำคัญของ "รัฐ" มีอะไรบ้าง?

ตอบ1. ประชากร รัฐทุกรัฐจะต้องมีประชากรจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายและมีประโยชน์ร่วมกัน จำนวนประชากร 
          ของแต่ละรัฐอาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือ จะต้องมีประชากรดำรงชีพอยู่ภายในขอบเขตของรัฐนั้น
       2. ดินแดน รัฐต้องมีดินแดนอันแน่นอนของรัฐนั้น กล่าวคือ มีเส้นเขตแดนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั้งโดยข้อเท็จจริง
           และโดยสนธิสัญญา ทั้งนี้รวมถึงพื้นดิน พื้นน้ำและพื้นอากาศ       3. อำนาจอธิปไตย อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ทำให้รัฐสามารถดำเนิน
           การทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองภายในและภายนอก
       4. รัฐบาล รัฐบาลคือ องค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินงานของรัฐในการปกครองประเทศ รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่สาธารณะ
           สนองเจตนารมย์ของสาธารณชนในรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและป้องกันการรุกรานจากรัฐอื่น รัฐบาล 
         เป็นองค์กรทางการเมืองที่ขาดไม่ได้ของรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555



 
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ. 2012
Flag of the United States

ค.ศ. 2008 ←6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012→ ค.ศ. 2016

Defense.gov photo essay 120528-D-BW835-540(2).jpgMitt Romney speaking close up cropped.jpg
ผู้แทนพรรคบารัก โอบามามิตต์ รอมนีย์
พรรคพรรคเดโมแครตพรรครีพับลิกัน
Home stateรัฐอิลลินอยส์รัฐแมสซาชูเซตส์
Running mateโจ ไบเดนพอล ไรอัน
Electoral vote332206
States carried26 + ดี.ซี.24
คะแนนนิยม61,681,462[1]58,488,199[1]
ร้อยละ50.6%[1]47.9%[1]

ElectoralCollege2012.svg
ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

สีน้ำเงิน แสดงถึงรัฐหรือเขตที่โอบามา/ไบเดนชนะ

สีแดง แสดงถึงรัฐหรือเขตที่รอมนีย์/ไรอันชนะ
ตัวเลขหมายถึงจำนวนคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้งซึ่งจะเป็นของผู้ชนะในเขตนั้น

ประธานาธิบดี ก่อนการเลือกตั้ง
ประธานาธิบดี หลังการเลือกตั้ง
บารัก โอบามา
พรรคเดโมแครต

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2012 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกสี่ปีครั้งที่ 57 และมีขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้ลงสมัครจากพรรคเดโมแครต กับรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน คู่ลงสมัคร ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง คู่แข่งคนสำคัญ คือ มิตต์ รอมนีย์ ผู้ลงสมัครจากพรรครีพับลิกันและอดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ และวุฒิสมาชิกพอล ไรอัน คู่ลงสมัคร จากรัฐวิสคอนซิน
ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาซึ่งวุฒิสมาชิกหนึ่งในสาม (33 ที่นั่ง) ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกสองปีเพื่อเลือกตั้งสมาชิกมายังสมัยประชุมสภาคองเกรสที่ 113 นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐสิบเอ็ดรัฐและการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติในหลายรัฐพร้อมกันด้วย

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โอบามา vs รอมนี่ : ใครจะชนะ?
ในวันที่ 6 พ.ย.ก็ต้องบอกว่าประธานาธิบดีโอบามาจะชนะเลือกตั้งแม้ว่าในการทำสำรวจความเห็นของผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งล่าสุดในต้นเดือนตุลาคมพบว่าในบางกรณีนายรอมนี่ย์จะได้คะแนนนำประธานาธิบดีโอบามาก็ตาม แต่ดังที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐนั้นมิได้นับเสียงข้างมากของประชาชนโดยรวม แต่จะต้องนับรวม electoral vote ในแต่ละมลรัฐ ซึ่งเป็นคะแนนเสียงที่ผู้แข่งขันที่ชนะเสียงข้างมากในมลรัฐนั้นๆ จะได้รับคะแนน electoral vote ทั้งหมดของมลรัฐดังกล่าว ดังนั้นการแข่งขันเพื่อชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีจึงกำลังเป็นการหาเสียงอย่างเข้มข้นในมลรัฐขนาดใหญ่ที่เสียงสนับสนุนยังก้ำกึ่งใน 9 มลรัฐได้แก่ Colorado (9), Florida (29), Iowa (6), Nevada (6), New Hampshire (4), North Carolina (15), Ohio (18), Virginia (13), และ Wisconsin (10) (ตัวเลขในวงเล็บคือ Electoral vote ของมลรัฐ) ซึ่งดูเสมือนว่า Ohio, Florida และ Colorado จะมีความสำคัญเป็นพิเศษ สำหรับการมองการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในมุมมองของตัวเลขนั้น สรุปได้ดังนี้อีกหนึ่งสมัย เพราะ Intrade ให้โอบามามีโอกาสชนะ 63% แม้ว่าในระยะหลังการอภิปรายโต้กันระหว่างประธานาธิบดีโอบามากับผู้ท้าชิงคือนายรอมนี่ย์นั้นโพลล์ต่างๆ จะสรุปเหมือนกันว่านายรอมนี่ย์ชนะการอภิปรายในครั้งแรกส่วนของการอภิปรายของรองประธานาธิบดีไบเดนกับผู้ท้าชิงคือนายไรอันนั้นจะปะทะคารมกันอย่างได้อารมณ์ แต่ก็ดูเสมือนว่าจะไม่มีฝ่ายใดชนะฝ่ายใดพ่ายแพ้อย่างชัดเจน1. มลรัฐต่างๆ จะมีคะแนน electoral vote แตกต่างกันไปตามขนาดของประชากรของมลรัฐ โดยมี electoral vote ทั้งสิ้น 538 คะแนน ดังนั้นผู้ที่จะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีจะต้องได้ electoral vote 270 คะแนน2. ตามโพลล์ปัจจุบัน ประธานาธิบดีมีคะแนนเสียงนำในมลรัฐต่างๆ ทำให้ประมาณการได้ว่าจะชนะ electoral vote 237 คะแนน ขาดอยู่ 33 คะแนน ในขณะที่นายรอมนี่ย์มีคะแนนนำในมลรัฐต่างๆ ซึ่งประเมินได้ว่าจะชนะ electoral vote 191 คะแนน ดังนั้นจึงจะต้องช่วงชิง electoral vote 9 มลรัฐที่ก้ำกึ่งซึ่งมี electoral vote รวม 110 คะแนน3. ในกรณีที่ผู้แข่งรับเลือกตั้งประธานาธิบดีได้คะแนน electoral vote เท่ากันคือ 269 คะแนน รัฐธรรมนูญสหรัฐให้สภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี แต่แทนที่จะใช้คะแนนเสียงของผู้แทนทั้งหมด 435 คน โดยให้ลงคะแนนเสียงคนละ 1 คะแนน ให้แต่ละมลรัฐลงคะแนนเสียงได้เพียง 1 คะแนน (ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันรีพับลิกันน่าจะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทน)
อีกมิติหนึ่งของการเลือกตั้งของสหรัฐคือการหาเสียงกับกลุ่มต่างๆ ซึ่งสรุปได้ว่าประธานาธิบดีโอบามาดูจะได้เปรียบและมีคะแนนนำเพราะชาวอเมริกันเชื้อสายคนดำและคนเชื้อสายสเปน (Hispanic) จะมีจำนวนมากกว่า ตลอดจนการที่คนหนุ่มสาวจะนิยมประธานาธิบดีโอบามาและพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีฐานเสียงหลักคือคนผิวขาว คนสูงอายุและคนที่เคร่งศาสนา ซึ่งดูได้จากผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2008
๐ คนผิวดำ 95% เลือกโอบามา ส่วนคนเชื้อสายละติน 66% เลือกโอบามาเช่นกัน
๐ คนผิวขาวเลือกนายแมคเคน (ผู้ท้าชิงของพรรครีพับลิกัน) 55% และอีก 53% เลือกโอบามา
๐ การเลือกตั้งในปี 2012 จะมีคนเชื้อสายสเปนมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งมากถึง 23.7 ล้านคนเพิ่มขึ้น 22% จากจำนวน 19.5 ล้านคนในการเลือกตั้งปี 2008
๐ แต่คนเชื้อสายสเปนนั้นไม่ค่อยจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ในปี 2008 มีเพียง 50% ไปเลือกตั้งเมื่อเทียบกับ 65% สำหรับคนผิวดำและ 66% สำหรับคนผิวขาว
๐ นอกจากนั้นจำนวนคนเชื้อสายสเปนก็ยังไม่ค่อยไปลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยพบว่าคนเชื่อสายสเปนไปลงทะเบียนเพื่อเลือกตั้งลดลงถึง 600,000 คนในช่วง 2008-2010 สาเหตุเพราะเกิดความเบื่อหน่ายการเมืองและเศรษฐกิจมีแนวโน้มย่ำแย่ (ต้องไปทำมาหากิน)
๐ คนเชื้อสายสเปนที่อาศัยอยู่ในมลรัฐ 9 มลรัฐที่คะแนนยังก้ำกึ่งนั้นมีสัดส่วนประมาณ 17% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด ทั้งนี้กว่า 32% เป็นคนหนุ่มสาวอายุ 18-29 ปี (คนผิวขาวนั้นผู้ที่อายุ 18-29 มีสัดส่วนเพียง 19%) ซึ่งคนหนุ่มสาวมักจะไปเลือกตั้งในสัดส่วนที่ต่ำกว่าคนอายุมาก
๐ โพลล์ ของ Gallup สรุปว่าคนเชื่อสายสเปน 64% สนับสนุนโอบามา และมีเพียง 27% สนับสนุนรอมนี่ย์ ส่วนโพลของ WSJ/NBC สรุปว่า 57% ของคนอายุ 18-34 สนับสนุนโอบามา เทียบกับ 35% สำหรับรอมนี่ย์
หากดูจากสถิติข้างต้นก็จะเห็นว่า กลยุทธ์ในระดับรากหญ้าของโอบามาก็น่าจะเป็นการรณรงค์ให้คนเชื้อสายสเปนและคนหนุ่มสาวออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 6 พ.ย. สำหรับนายรอมนี่ย์นั้นนาย Gerald Seib นักเขียนด้านเศรษฐศาสตร์ของ WSJ (9 ต.ค. 2012) ประเมินว่าเขาจะต้องรณรงค์ให้ผู้ที่เคร่งศาสนา (ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 25% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด) ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะ 75% ของคนกลุ่มนี้สนับสนุนนายรอมนี่ย์ แม้เขาจะนับถือศาสนามอร์มอน ซึ่งไม่ใช่ศาสนาหลักในสหรัฐ โดยหวังว่าคนหนุ่มสาว (ซึ่งมีสัดส่วน 18% ของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งทั้งหมด) ส่วนใหญ่จะมาลงคะแนนน้อยลงตามผลโพลที่พบว่าคนกลุ่มนี้ให้ความสนใจข่าว-สารทางการเมืองลดลงถึงครึ่งหนึ่งของปี 2008
ทั้งนี้ผู้นำกลุ่มผู้เคร่งศาสนาคนหนึ่งคือนาย Ralph Reed ประเมินว่าหากมีการขับเคลื่อนหัวคะแนนของคนกลุ่มนี้ อาจมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นให้กับนายรอมนี่ย์อีกถึง 17 ล้านเสียง โดยมีกลุ่มคนที่เคร่งศาสนาจำนวนมากในมลรัฐที่คะแนนเสียงก้ำกึ่ง เช่น Virginia, Ohio, Iowa และ Florida ทำให้นายรอมนี่ย์น่าจะแบ่งเงิน 12 ล้านดอลลาร์ไปใช้ในการรณรงค์ให้คนกลุ่มนี้ออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 6 พ.ย. โดยหัวคะแนนจะติดต่อทั้งทางโทรศัพท์และไปเคาะประตูบ้านเยี่ยมเยียน โดยเน้นนโยบายต่อต้านการทำแท้ง การแต่งงานกันระหว่างเพศเดียวกัน และปกป้องสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา เป็นต้น
สรุปก็คือผมสงสัยว่าประธานาธิบดีโอบามาไม่น่าจะมีโอกาสชนะเลือกตั้งมากถึง 63% ตามที่ Intrade ประเมินและดูเสมือนว่าการจะแพ้หรือชนะจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเสนอนโยบายในเรื่องใหญ่ๆ เช่น การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจหรือนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงมากอย่างที่เรามองกันอย่างคนภายนอก แต่อาจจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการจัดการและการจัดตั้งของหัวคะแนนของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันที่จะระดมผู้สนับสนุนของตนให้มาใช้เสียงเลือกตั้งให้มากที่สุดในมลรัฐที่มีเสียงก้ำกึ่งครับ
Tags : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ